ZEN เปลี่ยนชื่อเป็น CENTRAL

ฉลองเปิดห้างครั้งยิ่งใหญ่!! ห้างสรรพสินค้า ZEN ปรับโฉมเป็น “CENTRAL@centralwOrld” ห้างเซ็นทรัล@เซ็นทรัลเวิลด์ ที่สุดของห้างไลฟ์สไตล์ของไทย ของขวัญกล่องใหญ่มอบแด่คนกรุงเทพฯ

ห้างเซ็นทรัล ผู้นำห้างสรรพสินค้าอันดับ 1 ของไทย สร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ใจกลางกรุง เสมือนเป็นการเปิดของขวัญกล่องใหม่ของคนกรุงเทพฯ จัดงานฉลองเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ ห้าง ZEN@centralwOrld ปรับโฉมใหม่เป็น “CENTRAL@centralwOrld” ห้างเซ็นทรัล@เซ็นทรัลเวิลด์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Uncover the Exciting Side of You’ เพื่อยกระดับสู่ที่สุดแห่งห้างไลฟ์สไตล์ของไทย ชวนสัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่มากกว่าการช้อปปิ้ง บนพื้นที่กว่า 50,000 ตรม.ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ กิน ดื่ม ช้อป และการบริการสุดพิเศษ ซึ่งรวมไว้ในแต่ละชั้น 1-7 ครบครันด้วยสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำทั่วทุกมุมโลกมากกว่า 3,000 แบรนด์ รวมถึงร้านอาหาร ระดับ Michelin Guide Thai Street Food Deck ที่ยกมาไว้ในห้างสรรพสินค้าพร้อมเพิ่ม การบริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ทั้งคนไทย และนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยผสานช่องทาง Offline และ Online เป็นหนึ่งเดียวกันผ่านช่องทางออนไลน์กับ 3 บริการ Chat & Shop, E-Ordering และ Click & Collect โดยชู “CENTRAL@centralwOrld” เป็นต้นแบบห้างเซ็นทรัลสาขาอื่นในอนาคต

พร้อมจัดโปรโมชั่นและกิจกรรมในช่วงเวลาแห่งการฉลองพิธีเปิดสุดยิ่งใหญ่นี้ พบกับไฮไลท์สุดพิเศษจากซูเปอร์สตาร์ คู่ขวัญ ณเดชน์ คูกิมิยะ และ ญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์ พร้อมโชว์สุดอลังมากมาย รวมทั้งเซอร์ไพรส์พิเศษเพื่อมอบเป็นของขวัญให้แก่แขกที่มาร่วมในงานกับคอนเซ็ปท์ “ของขวัญของคนกรุงเทพฯ” โดยการแจกของรางวัลมูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท ภายในงานเป็นที่ตื่นตาตื่นใจโดยมีบรรดาเซเลบริตี้มาร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุข อาทิ อัครรัฐ วรรณรัตน์, พัชทรี ภักดีบุตร, ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก,สิดารัศมิ์พุทธินันทน์, ภูมิพัฒน์ – โสภิณ รองรัตน์, ปณิตา ศรไทยเทวา, พิชรดา โสมกุล, ญาดา รุ่งวัฒนภักดิ์, พัณณิตา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา โดยมี สาวิตรี โรจนพฤกษ์ รับหน้าที่พิธีกร ณ ชั้น 1 ห้างเซ็นทรัล@เซ็นทรัลเวิลด์ ณัฐธีรา จิราธิวัฒน์ บุญศรี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ในเครือกลุ่มเซ็นทรัล รีเทล เปิดเผยว่า “ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เป็นห้างอันดับ 1 ของไทย โดยแบรนด์เซ็นทรัลได้วางรากฐานห้างสรรพสินค้าที่มีมาตรฐานสูง ทำให้เป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งจึงได้รับความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากกลุ่มลูกค้าชาวไทยและนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยห้างเซ็นทรัลมีการพัฒนาพร้อมทั้งนำความทันสมัย และสินค้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟ รวมถึงไลฟ์สไตล์ที่เป็นเทรนด์ใหม่ๆ ของโลกมารวมไว้ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเพื่อ ยกระดับอีกก้าวของการช้อปปิ้งด้วยการปรับโฉมใหม่ห้างเซน ขึ้นเป็นห้างไลฟ์สไตล์ที่ให้แต่ละชั้น ตั้งแต่ ชั้น 1-7 เป็นมากกว่าการช้อปปิ้งสินค้า โดยวางคอนเซ็ปต์ใหม่ที่ผสมผสานความลงตัวของสินค้า อาหาร และการบริการ รวมไว้ในแต่ละชั้น วันนี้CENTRAL@centralwOrld โฉมใหม่ พร้อมแล้วที่จะเป็นแหล่งนัดพบที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของทุกท่านและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้สามารถมาใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข ค้นพบแรงบันดาลใจใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นได้ด้วยตนเอง

ท่ามกลางบรรยากาศการตกแต่งที่เสมือนเป็นการรวมผลงานสถาปัตยกรรมของนักออกแบบชั้นนำระดับโลกมารวมไว้ที่แห่งนี้ ทั้งจากประเทศอังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส และอิตาลี ผู้ที่เคยออกแบบห้าง Rinascente (รีนาเซนเต) รวมถึงดีไซเนอร์ไทย โดยร่วมมือกันภายใต้คอนเซ็ปต์ Contemporary จึงทำให้ห้างดูทันสมัย ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยมีคอนเซ็ปต์ที่ต่างกัน และใช้โทนสีที่แตกต่างกัน ตามไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของแต่ละชั้น มีการนำเข้าหุ่นโชว์ ดิสเพลย์ มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท จากประเทศฝรั่งเศสซึ่งเป็นบริษัทผู้ออกแบบฯ/ผลิต และส่งออกหุ่นโชว์ดิสเพลย์อันดับ 1 ของโลก โดยหุ่นโชว์นี้จะมีชิ้นส่วนของปาก ที่สามารถเปลี่ยนสีริมฝีปากได้หลายร้อยเฉดสี และใบหน้าที่สามารถถอดเปลี่ยนไปตามซีซั่นของแฟชั่นได้อย่างอิสระโดยใน CENTRAL@centralwOrld มีสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำ กว่า 3,000 แบรนด์ กระจายอยู่ทั้ง 7 ชั้น ดังนี้ ชั้น 1 BEAUTY GALERIE & LUXE GALERIE อาณาจักรความงาม แหล่งรวมสินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมชั้นนำและสินค้าพิเศษชิ้นเอ็กซ์คลูซีฟและมีร้าน Host x Amber ร้านกาแฟรสชาติเวิลด์คลาส
Host x Amber สูตรจากบาริสต้าชาวฮ่องกง Dawn Chan เจ้าของรางวัล Hong Kong Top Barista 2011-2018, ร้าน ROAST ร้านอาหาร All day dining สไตล์อเมริกันที่เปิดมานานแล้วกว่า 8 ปี ชั้น 2 WOMEN’S ELEGANCE เชื่อมต่อ Skywalk เข้าห้างได้อย่างสะดวกสบาย เป็นสวรรค์ของคนรักรองเท้าที่รวมหลายแบรนด์ดัง กว่า 6 หมื่นคู่ พร้อมอัพลุคการแต่งตัวด้วยแบรนด์แฟชั่นชั้นนำ อาทิ NIKE
Women ที่เปิดตัวคอนเซ็ปต์สำหรับผู้หญิงเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มี โซน THAITHAI แฟชั่นแบรนด์จากผลงานดีไซน์เนอร์ไทยระดับแนวหน้าของไทย อาทิ VICKTEERUT, ASV, ASAVA, POEM รวมถึง KIS Beauty Store จุดหมายใหม่แห่งความงาม ที่ตอบไลฟ์สไตล์ของสาวยุคใหม่ มอบประสบการณ์เอาใจสาวสายบิวตี้ ชั้น 3 WOMEN แหล่งรวม ชุดชั้นในที่ใหญ่ที่สุด รวมถึงชุดว่ายน้ำ ที่มีให้เลือกหลายแบรนด์ดัง

และเสื้อผ้าสำหรับเวิร์คกิ้งวูแมน มีกระเป๋า อาทิ KARL LAGERFELD, KATE SPADE NEW YORK และยังมี WEST ISLAND แบรนด์ดังจากเกาหลี เปิดตัวที่แรกและที่เดียวในประเทศไทย (ต้นปี 2020) นอกจากนี้
ยังมีบริการเสริมความงาม อาทิ MOGA SALON , NAIL BAR, LASH BAR ชั้น 4 UNISEX & DENIM เอาใจหนุ่มสาวแฟชั่นเลิฟเวอร์ ที่มีเทสต์และไลฟ์สไตล์เป็นตัวของตัวเองแบบสตรีท แฟชั่น มีเหล่าสนีกเกอร์รุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น และรุ่นหายาก มีร้าน MUJI แบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นสัญชาติญี่ปุ่นเป็นสาขาที่ใหญ่มี
ไอเท็มสินค้าและบริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟ อาทิ Found MUJI (ฟาวนด์ มูจิ) ผลิตภัณฑ์ที่ดี มีคุณค่า สร้างสรรค์จากนักออกแบบท้องถิ่น ชั้น 5 MEN & WATCH รวบรวมแฟชั่นชายชั้นนำที่สะท้อนลุคหนุ่มรุ่นใหม่ที่มีสไตล์และรักการแต่งตัวทั้งแนว CASUAL และ BUSINESS อาทิTOPMAN,THE NORTH FACE, LACOSTE มีมุมผ่อนคลายไปกับกลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟระดับพรีเมี่ยม ALTO COFFEE รวมถึงบริการดูแลจัดแต่งทรงผมสุภาพบุรุษโดยเฉพาะกับ BARBERSMITH ชั้น 6 KIDS โลกแห่งจินตนาการ ตอบรับไลฟ์สไตล์ครอบครัวสุดชิคเพื่อพรีเซ็นท์ความเป็นเด็กรุ่นใหม่ กล้าคิด กล้าแสดงออกและมี Costume Zone อวดโฉมกับชุดแต่งกายในจินตนาการ เจ้าหญิง Barbie และเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่และ ชั้น 7 LIVING HOUSE แผนกโฮม คอนเซ็ปต์ใหม่ใจกลางกรุงฯ ที่แรกที่รวมร้านอาหารระดับ Michelin Guide Thai Street Food Deck มาไว้ที่ห้างสรรพสินค้าอาทิ Ten Suns ไร้เทียมทาน, ปาท่องโก๋เสวย,สว่างบะหมี่ปู, ลิ้มเหล่าโหงว, เลิศทิพย์, หวานใจ เป็นต้น โดยเป็น Co-Living & Eating Space ความสุขของการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่บนพื้นที่ 5,000 ตรม. โดยทั้งหมดนี้ เราตั้งใจสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อแทนคำขอบคุณแด่ลูกค้า และมอบเป็นของขวัญให้คนกรุงเทพในช่วงเทศกาลแห่งความสุข”

พร้อมกันนี้ ไฮไลท์โชว์ในงานฉลองเปิดตัว CENTRAL@centralwOrld ซึ่งได้ซูเปอร์สตาร์คู่ขวัญ

ณเดชน์ คูกิมิยะ และ ญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์ มาจัดโชว์สุดเซอร์ไพรส์อลังการระดับทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ เพื่อมอบเป็นของขวัญแด่คนกรุงเทพฯ ยังได้เตรียมมอบเซอร์ไพรส์สุดยิ่งใหญ่เป็นของขวัญให้แก่ผู้ร่วมงาน รวมมูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท!! ซึ่งของขวัญที่ทุกคนจะได้ร่วมลุ้นในช่วงเวลาแห่งความสุขนี้ อาทิ
เข็มกลัดทองคำผีเสื้อ 18K ประดับเพชร,แหวนทองคำขาว (พลอยชมพู) หรือผลิตภัณฑ์เสริมความงามจาก SK-II Facial treatment Essence และ The Klinique (เดอะคลีนิกค์) อีกทั้ง Cash Coupon ไว้ให้ช้อปเพลินๆ นอกจากนี้ สำหรับสายเทคโนโลยียังสามารถลุ้น IPHONE X (265 GB) และ Samsung S10 นอกจากนี้ยังมีตั๋วเครื่องบิน จากสายการบิน Air Asia ซึ่งของขวัญทั้งหมดจะโปรยลงมาจากด้านบนของห้าง CENTRAL@centralwOrld ขณะโชว์ เพื่อเป็นสีสันให้ ทุกคนได้ร่วมสนุก ได้รับความสุข ความทรงจำที่ดี และความประทับใจ ไปกับช่วงเวลาแห่งการฉลองเปิดตัวห้างร่วมกัน นอกจากนี้ ช่วงแห่งการเฉลิมฉลองเปิดตัว CENTRAL@centralwOrld ยังได้มอบโปรโมชั่นและกิจกรรม สุดพิเศษมากมาย ตั้งแต่วันที่ 11-22 ธันวาคม 2562 พบกับสินค้าคอลเลคชั่นใหม่ลดสูงสุด 30%, แผนกบิวตี้ แกลอรี ลดสูงสุด 15%, ลด/รับเพิ่มสูงสุด 30% จากเดอะวันและบัตรเครดิตชั้นนำที่ร่วมรายการ พร้อมรับฟรีคูปองแทนเงินสด และบัตรของขวัญเซ็นทรัล จากบัตรเครดิตซิตี้ รวมสูงสุด 5,000 บาท (เมื่อช้อปตามเงื่อนไข) และ สำหรับลูกค้าบัตรมาสเตอร์การ์ด รับบัตรของขวัญเซ็นทรัลมูลค่า 1,200 บาท พิเศษ! เฉพาะบัตรเครดิตเซ็นทรัลเดอะวันรับเพิ่มบัตรของขวัญเซ็นทรัลมูลค่า 300 บาท ต่อเนื่องด้วยโปรโมชั่นแรงฉลองส่งมอบความสุข ได้แก่ CENTRAL LET’S CELEBRATE 2020 ตั้งแต่วันนี้ ถึง1 มี.ค.63 (ช้อปครบ 1,500 บาท ภายในวันและสาขาเดียวกัน หรือนำคะแนนสะสม The 1 Card 100 คะแนน

แลกรับสติกเกอร์ 1 ดวง ใช้เป็นส่วนลดสูงสุดถึง 40%) และโปรโมชั่นอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ตลอดปลายปีในช่วงเทศกาลแห่งความสุข ห้างเซ็นทรัลทุกสาขายังร่วมกันประดับตกแต่งไฟอย่างสวยงาม เพื่อสร้างรอยยิ้มและบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองส่งความสุข โดยทุกท่านสามารถมาใช้ช่วงเวลาที่ดีที่สุดร่วมกัน ณ ห้างเซ็นทรัล และ CENTRAL@centralwOrld ซึ่งการปรับโฉมครั้งนี้ตอกย้ำตามแนวคิด ห้างเซ็นทรัลเป็นบ้านหลังที่ 2 ของทุกคน ตามที่เคยได้ประกาศไว้

JUNGCEYLON MERRY X’ MAS & HAPPY NEW YEAR 2020

“จังซีลอน” จับมือ อาร์ติสต์สาวชื่อดัง “โอ๋ ฟูตอง” สร้างแลนด์มาร์คโดดเด่นต้อนรับคริสต์มาสและปีใหม่ 2020 พร้อมทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท เตรียมเปิดโซนอาหารใหม่ “LOVE EAT” ในต้นปีหน้า หวังดึงดูดนักชิมจากทั่วโลก

นายประวิช จรรยาสิทธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทภูเก็ตสแควร์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต กล่าวว่า ในปีนี้ได้ใช้งบประมาณสำหรับกิจกรรมส่งเสริมการตลาดรวมกว่า 15 ล้านบาท สำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกที่จะเข้ามาที่ศูนย์การค้าฯ ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่นี้ โดยจังซีลอนยังคงมีแนวคิดที่จะสนับสนุนศิลปินไทยในการออกแบบผลงานคาแรคเตอร์ให้ไปสู่สายตาชาวต่างชาติมากขึ้น ซึ่งปีนี้ได้ร่วมมือกับ เซเลบริตี้อาร์ติสต์สาวชื่อดัง “คุณโอ๋-หทัยรัตน์ เจริญชัยชนะ” หรือ “โอ๋ ฟูตอง” อาร์ติสต์สาวที่มีคาแรคเตอร์โดดเด่นเฉพาะตัว และสร้างสรรค์ผลงานระดับอินเตอร์มาแล้วมากมายในต่างประเทศ โดยในครั้งนี้ได้นำ “เหมียว” (MEAW) ตัวการ์ตูนแมวเหมียวจอมซน ที่มีไลฟสไตล์ชอบแฟชั่น ช้อปปิ้ง และท่องเที่ยวในที่ต่างๆ นำมาตกแต่งทั้งศูนย์การค้าฯ เพื่อสร้างเป็นจุดถ่ายภาพคริสต์มาสที่สวยสดใสที่สุดของภูเก็ต พร้อมสร้างบรรยากาศการช้อปปิ้งในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่นี้ ให้มีความสนุกสดใส เข้ากับบรรยากาศในเทศกาลแห่งความสุข ภายใต้คอนเซ็ปต์ “OH FUTON x JUNGCEYLON MERRY X’ MAS & HAPPY NEW YEAR 2020” โดยโปรเจกต์นี้ถือเป็นครั้งแรกของ “โอ๋ ฟูตอง” ในการนำตัวการ์ตูนคาแรคเตอร์ “MEAW” ที่มีลายเส้นเป็นเอกลักษณ์ และเคยสร้างชื่อเสียงมาแล้วในประเทศญี่ปุ่น มาออกแบบให้เข้ากับบรรยากาศของศูนย์การค้าฯ ในประเทศไทยอย่างเต็มตัว เพื่อให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติได้ถ่ายรูปและแชร์ประสบการณ์ผ่าน Social Media ต่างๆ รวมถึงได้ร่วมออกแบบของที่ระลึกสำหรับโปรโมชั่นในช่วงคริสต์มาสและปีใหม่นี้ กับ “Oh Futon Limited Collection” เพื่อเป็นของขวัญชิ้นพิเศษให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาที่ศูนย์การค้าฯ ในช่วงวันที่ 21 ธ.ค. – 1 ม.ค.63 โดยตั้งเป้าหมายที่จะช่วยดึงดูดทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ เข้าร่วมงานดังกล่าวได้ถึง 70,000-80,000 คน ต่อวัน

นายประวิช ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้ายปี 62 นี้ บริษัทฯ ยังเตรียมขนขบวน อีเว้นท์ส่งท้ายปลายปีอีกมากมาย เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้ามายังศูนย์การค้าฯ อย่างต่อเนื่อง อาทิ แคมเปญพิเศษ “7 วันไม่ธรรมดา” (Tourist 7 Days Special) เพื่อเอาใจนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ด้วยการมอบส่วนลดพิเศษ 10-80% จากร้านค้าแบรนด์ดังภายในศูนย์ฯกว่า 300 ร้านค้า และเมื่อช้อปครบ 1,000 บาทขึ้นไป ยังได้ร่วมสนุกกับกิจกรรมเกม พร้อมลุ้นรับ Gift Voucher จากร้านค้าดัง และของรางวัลมากมาย พร้อมตื่นตาตื่นใจไปกับการแสดงบนเวที ที่มาร่วมสร้างสีสันและความบันเทิงตลอดทั้ง 7 วันไม่ซ้ำกัน อาทิ คาบาเร่โชว์, การแสดงดนตรีลูกทุ่ง, การแสดงมายากล และการแสดงละครใบ้ เป็นต้น เริ่มตั้งแต่วันที่ 23 – 29 พ.ย. 62, กิจกรรม “To Be Number One Teen Dancercise Thailand Championship 2020” ระดับภาคใต้ วันที่ 30 พ.ย. – 1 ธ.ค. 62 เพื่อชิงถ้วยเกียรติยศประทานจากทูลกระหม่อมหญิง อุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พร้อมทุนการศึกษากว่า 2 ล้านบาท, งานแถลงข่าวการแข่งขันมวยครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจังหวัดภูเก็ต “THAI FIGHT THAI FEST IN PATONG” ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รอบชิงชนะเลิศ) วันที่ 4 ธ.ค. 62 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต อนุรักษ์และเผยแพร่ศิลปมวยไทย ไปสู่สายตาชาวต่างชาติทั่วโลก

นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมที่ศูนย์การค้าจังซีลอนจัดขึ้นอีกมากมาย ได้แก่ กิจกรรมวันพ่อแห่งชาติ (5 ธ.ค. 62), กิจกรรม Christmas Charity ร่วมมอบความสุขให้แก่เด็กด้อยโอกาส (18 ธ.ค. 62), กิจกรรม Santa’s Around the World Troop ขบวนพาเหรดซานตาคลอสในชุดประจำชาติแสนน่ารักกว่า 10 ประเทศ (24 – 25 ธ.ค. 62), กิจกรรม Christmas Disco Dance ร่วมฉลองค่ำคืนคริสต์มาสแห่งความสุข (25 ธ.ค. 62), Promotion Santa’s Treasure 21 ธ.ค. – 1 ม.ค. 63 เพียง ช้อปครบ 1,000 บาท ลุ้นรับของที่ระลึก Limited Collection OH FUTON X Jungceylon, สนุกสุดเหวี่ยงกับ Jungceylon New Year Concert ส่งท้ายปี กับวงดนตรีสกาสุดมันส์ “The Super Glasses Ska Ensemble” (31 ธ.ค. 62) และวงดนตรีสุด Hot จาก Hard Rock Café (1ม.ค. 63) โดยในช่วงเทศกาลดังกล่าวจังซีลอนยังได้ขยายเวลาให้บริการ ไปจนถึงเวลา 23.00 น. ตั้งแต่วันที่ 21 ธ.ค. – 1 ม.ค. 63 และคาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางมายังจังหวัดภูเก็ตมากขึ้น ส่งผลให้บรรยากาศการช้อปปิ้งกลับมาคึกคัก และช่วยให้ยอดการจับจ่ายซื้อสินค้าของลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็น 5,000 – 5,500 บาทต่อคน จากปกติเฉลี่ย 3,500 – 4,000 บาทต่อคน และจะสามารถกระตุ้นยอดขายให้กับร้านค้าได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 – 20 ในช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้อีกด้วย

ทั้งนี้ ตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ดำเนินการปรับปรุงพื้นที่ภายในศูนย์การค้าฯ พร้อมทั้งดึงร้านค้าใหม่ๆ แบรนด์ดังเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างความหลากหลายและตอบรับทุกไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งล่าสุด ได้แก่ โซนร้านอาหาร “LOVE EAT” ที่ตกแต่งในรูปแบบของ Court House with a Touch of Art & Culture Style ด้วยงบการลงทุนกว่า 100 ล้านบาท โดยผสมผสานความเป็นธรรมชาติและวัฒนธรรมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน บนพื้นที่เกือบ 4,000 ตร.ม. (2 ชั้น) ที่คัดสรรร้านอาหารชั้นเลิศนานาชาติ ให้ได้เลือกอิ่มอร่อย สำหรับคนรุ่นใหม่ และทุกคนในครอบครัว อาทิ Sizzler, The Crab House, Grand Tarboosh, The Alley และ Shima Sushi เป็นต้น โดยในขณะนี้ได้ปิดการขายไปแล้วกว่า 70% และคาดว่าจะเปิดให้บริการในเดือน เม.ย 63 นอกจากนี้ยังมีร้านอาหาร และร้านแฟชั่นชื่อดังที่จะเปิดใหม่ในช่วงสิ้นปีนี้ ได้แก่ แหลมเจริญ ซีฟู้ด, American Eagle และ LYN

ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าของศูนย์การค้าจังซีลอน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยและ Expat ร้อยละ 30 และนักท่องเที่ยวต่างชาติ ร้อยละ 70 โดยในปี 62 ที่ผ่านมา กลุ่มนักท่องเที่ยวจากเอเชียยังคงเป็นกลุ่มหลัก อาทิ จีน, มาเลเซีย, อินเดีย, เกาหลี, ญี่ปุ่น ฯลฯ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอินเดียมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่แล้ว นอกจากนั้นยังมีจาก ออสเตรเลีย รัสเซีย แอฟริกาใต้และตะวันออกกลาง ที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยทางศูนย์ฯ ได้เน้นการสื่อสารการตลาดแบบ Direct Marketing เพื่อโปรโมทและประชาสัมพันธ์ตรงกับกลุ่มนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ทั้งสื่อ On line และ Off line เช่น สื่อ On line Platform หลักๆ ของจีน, การโฆษณาในสื่อสนามบิน, Inflight Magazine ของสายการบินต่างๆ อาทิ กลุ่มสายการบินของจีน, แอร์เอเชีย, การบินไทย, คาเธ่ย์แปซิฟิค, บางกอกแอร์เวย์ เป็นต้น นอกจากนั้นในช่วงนี้ ไปจนถึงสิ้นปี 62 ยังได้ทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดร่วมกับพันธมิตรชั้นนำ ได้แก่ บริษัทเอเย่นทัวร์ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ JTB ที่มอบสิทธิพิเศษให้กับนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นโดยเฉพาะ, โรงแรมในจังหวัดภูเก็ต โดยเฉพาะโรงแรมที่หาดป่าตอง อาทิ แคมเปญ Enjoy your stay with Jungceylon และบัตรเครดิต, E-Payment ต่างๆ อาทิ Bank of Communications หรือ BOCOM มอบสิทธิพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีนโดยเฉพาะ, แคมเปญ Alipay X’ Mas Gift ,บัตรเครดิต เคทีซี (KTC) มอบประสบการณ์ช้อปสุดคุ้มแก่ผู้ที่ถือบัตร นอกจากนั้น ยังมีแคมเปญร่วมกับ Matrix Application สำหรับนักท่องเที่ยวชาวอินเดียโดยเฉพาะอีกด้วย และในปีนี้ บริษัทฯ ยังได้ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้แก่ โปรแกรม Amazing Thailand Grand Sale “Passport Privilege 2019” และโปรแกรมเที่ยววันธรรมดา ราคา Shock โลก เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและดึงลูกค้าชาวไทยมาท่องเที่ยวและช้อปปิ้งให้มากยิ่งขึ้น สำหรับอีเว้นท์ทางการตลาด และแคมเปญโปรโมชั่นในปี 63 นี้ ยังคงมีไม่ต่ำกว่า 80 อีเว้นท์ต่อเนื่องตลอดทั้งปี ทั้งนี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยว เข้ามาใช้บริการต่างๆ ภายในศูนย์ฯ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15 จากเดิมเฉลี่ยประมาณ 60,000 – 70,000 คนต่อวัน ในช่วงไฮซีซั่น และเฉลี่ยวันละ 40,000 – 50,000 คนต่อวัน ในช่วงโลว์ซีซั่น

ซีพีเอ็น จับมือ มิตซูบิชิ เอสเตท เอเชีย เข้าถือหุ้น เซ็นทรัล วิลเลจ 70:30

ถอดสูตรสำเร็จ ‘Two Nations, One Success’ สองผู้นำอสังหาฯ แห่งเอเชีย ไทย-ญี่ปุ่น ซีพีเอ็น จับมือ มิตซูบิชิ เอสเตท เอเชีย เข้าถือหุ้น เซ็นทรัล วิลเลจ 70:30 สู่เบอร์หนึ่งลักชูรี่เอาท์เล็ตแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หนุนไทยสู่ ประเทศแห่งการช้อปปิ้งและท่องเที่ยวระดับโลก เซ็นทรัล วิลเลจ ตั้งเป้าเบอร์หนึ่งอาเซียน ด้วยแนวคิด ‘World-Class Outlet with Thai-Japanese Hospitality’

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ผู้นำเบอร์หนึ่งอสังหาริมทรัพย์ไทย ดึงบริษัทใหญ่ต่างชาติ บริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท เอเชีย หนึ่งในบริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบิ๊กอสังหาฯ ระดับโลก ที่มีบริษัทในเครือเป็นผู้พัฒนาเอาท์เล็ตที่มีสาขากว่า 9 แห่งทั่วญี่ปุ่น อาทิ โกเทมบะ ริงกุ ชิซุย ลงนามเซ็นสัญญาเข้าถือหุ้นในโครงการ ‘เซ็นทรัล วิลเลจ’ ลักชูรี่เอาท์เล็ตแห่งแรกของไทย ในสัดส่วน 70:30 โดยซีพีเอ็นถือหุ้นใหญ่ ดึงเม็ดเงินกว่า 1,000 ล้านบาทเข้าสู่ประเทศไทย ยกระดับลักชูรี่เอาต์เล็ตสู่ความสำเร็จขั้นต่อไป สร้างประสบการณ์เทียบชั้นเอาท์เล็ตระดับโลก โดยเฉพาะเอาท์เล็ตยอดนิยมในญี่ปุ่น ด้วยแนวคิด ‘World-Class Outlet with Thai-Japanese Hospitality’ โดยกลุ่มทุนญี่ปุ่นมั่นใจศักยภาพประเทศไทยและซีพีเอ็น หวังผลักดัน ‘เซ็นทรัล วิลเลจ’ ขึ้นเป็นอันดับเบอร์หนึ่งลักชูรี่เอาท์เล็ตที่ดีที่สุดในอาเซียนสู่ความสำเร็จร่วมกัน ‘Two Nations, One Success’ เผยความสำเร็จเซ็นทรัล วิลเลจ เฟสแรก มีร้าน Luxury Brand Outlet สาขาแรกของไทยเปิดครบเกือบ 100% แล้ว ยอดขายและทราฟฟิกเป็นไปตามเป้า โดยกระตุ้นการจับจ่ายต่อเนื่องด้วยการเพิ่มส่วนลด on-top ให้กับสินค้าแบรนด์เนมจากที่ลดปกติทุกวัน 35-70% ตลอดทั้งปี และผลักดันส่งเสริมการท่องเที่ยว ต่อยอดจำนวนนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นในประเทศไทย

นายปรีชา เอกคุณากูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “วันนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญทางธุรกิจของบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา ซึ่งได้สะท้อนนโยบายของบริษัทฯ ในการแสวงหาพันธมิตรกับบริษัทชั้นนำระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และสิ่งที่ดีที่สุด ตอบรับกับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน โครงการเซ็นทรัล วิลเลจ ถือเป็นฟอร์แมตใหม่ในรูปแบบ Luxury Outlet ระดับโลก ซึ่งมาเปิดในประเทศไทยเป็นครั้งแรก และในวันนี้ ได้พาร์ทเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญมีประสบการณ์ระดับโลกเข้ามาเป็นหุ้นส่วนพันธมิตร หลังจากที่ได้พูดคุยเจรจากันมาเป็นเวลานาน อีกทั้ง หลังจากที่บริษัทได้เปิดให้บริการ เซ็นทรัล วิลเลจ อย่างประสบความสำเร็จตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ยิ่งสร้างความชัดเจนให้พาร์ทเนอร์ที่มีประสบการณ์อย่าง มิตซูบิชิ เอสเตท เอเชีย เชื่อมั่นและมั่นใจในการเข้ามาร่วมลงทุนเพื่อร่วมกันต่อยอดความสำเร็จยิ่งขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง”

“การเข้ามาร่วมลงทุนใน ’บริษัท ซีพีเอ็น วิลเลจ’ ในครั้งนี้ ทำให้มีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทยกว่า 1,000 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทยที่สามารถดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ และเสริมความแข็งแกร่งในระยะยาวให้กับเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทย ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้ นอกจากจะเป็นการลงทุนระหว่างสองประเทศแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนประเทศไทยให้กลายเป็น ‘ประเทศแห่งการช้อปปิ้งและท่องเที่ยวระดับโลก’ เชื่อว่าการผนึกกำลังของสองอสังหาฯ ยักษ์ใหญ่ ไทย-ญี่ปุ่น ในครั้งนี้ จะทำให้เกิดความร่วมมือสู่ความสำเร็จ ‘Two Nations, One Success’ และส่งผลให้ โครงการ ‘เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี่ เอาท์เล็ตแห่งแรกของประเทศ’ เป็นเบอร์หนึ่งแห่งลักชูรี่เอาท์เล็ตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างแท้จริง” นายปรีชา กล่าว

นายปรีชา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับความสำเร็จของเซ็นทรัล วิลเลจ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Bangkok Luxury Outlet’ เฟสแรก หลังจากเปิดดำเนินการและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ร้านเอาท์เล็ตลักชูรี่แบรนด์สำคัญสาขาแรกของไทย อาทิ Coach, Club21 (Outlet by Club 21), Ermenegildo Zegna, Kate Spade New York, Kenzo, MAX&Co., Michael Kors, Polo Ralph Lauren, Salvatore Ferragamo ได้เปิดให้บริการครบถ้วน โดยมียอดขายของร้านค้า และทราฟฟิกเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ โดยมีสินค้าแบรนด์เนมคุณภาพเข้ามาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องในราคาลดทุกวัน 35-70% พร้อมกับส่วนลดที่ปรับเพิ่มขึ้นในทุกๆ ซีซั่นจากแบรนด์ต่างๆ อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ทั้งนี้ ซีพีเอ็นยังเตรียมศึกษาโครงการเซ็นทรัล วิลเลจในโลเคชั่นเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ของไทย ต่อไป

นายปรีชา กล่าวเพิ่มเติมว่า การผนึกกำลังกับมิตซูบิชิ เอสเตท เอเชีย พันธมิตรบิ๊กอสังหาฯ ของญี่ปุ่น ซึ่งซีพีเอ็นถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 70:30 ในครั้งนี้ จะช่วยเสริมแกร่งความสำเร็จของเซ็นทรัล วิลเลจได้ใน 3 ประการ ได้แก่

  1. การนำเอา Know-How และประสบการณ์ของมิตซูบิชิ เอสเตท เอเชีย ที่เป็นบริษัทระดับโลกเช่นกัน มาร่วมพัฒนาการบริหารงานและการให้บริการให้ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงการเพิ่มเอกลักษณ์ของลักชูรี่เอาท์เล็ตแห่งนี้ให้เป็น ‘World-class Outlet with Thai-Japanese Hospitality’ ซึ่งมีความแข็งแกร่งในการให้บริการ รู้จักลูกค้าและตลาดภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเป็นอย่างดี เพื่อสร้างประสบการณ์เทียบชั้น เอาท์เล็ตชื่อดังระดับโลก รวมทั้ง เอาท์เล็ตในประเทศญี่ปุ่นที่เป็นที่นิยมของคนไทยได้
  2. ช่วยส่งเสริมจุดแข็งในการนำแบรนด์ชั้นนำระดับโลก รวมถึงแบรนด์ญี่ปุ่นที่เป็นที่นิยมของ คนไทย มาเสริมความครบครันของเซ็นทรัล วิลเลจ และช่วยส่งเสริมการค้าระหว่าง 2 ประเทศ ส่งเสริมการส่งออกสินค้าแบรนด์ไทยไปญี่ปุ่นได้ด้วยในขณะเดียวกัน
  3. ช่วยดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวและชาวญี่ปุ่นที่พำนักอยู่ในประเทศไทยมาช้อปปิ้งที่โครงการ เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ รวมถึงช่วยโปรโมทการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ ผ่านการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและโปรโมชั่นร่วมกันในด้านต่างๆ เช่น ไทยแลนด์-เจแปน เอ็กซ์โป

นายยูทาโร โยซุซูกะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท เอเชีย กล่าวว่า “การร่วมลงทุนในโครงการนี้ จะทำเป็นส่วนหนึ่งในการรุกตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไทย และในระดับโลก ความชำนาญของซีพีเอ็นโดยถือเป็นครั้งแรกที่บริษัทเปิดพอร์ตโฟลิโอใหม่ รุกธุรกิจเอาท์เล็ตครั้งแรกในไทย โดยบริษัทฯ คำนึงถึง 3 ปัจจัยหลัก ในการตัดสินใจเลือกลงทุนกับซีพีเอ็นและโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ คือ

  1. ศักยภาพประเทศไทยที่แข็งแกร่ง ทั้งด้านโอกาสทางการลงทุน การสนับสนุนของภาครัฐจากโครงสร้างพื้นฐาน และด้านการท่องเที่ยว ตัวเลขการท่องเที่ยวที่เติบโตถือเป็นเบอร์หนึ่งของภูมิภาคอาเซียน โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2562 จะเติบโตได้ประมาณ 4% รวมถึงมีสัญญาณบวกจากการที่นักท่องเที่ยวจีนที่เริ่มกลับเข้ามาและการเติบโตของกลุ่มนักท่องเที่ยวอินเดียอีกด้วย
  2. เชื่อมั่นในความเชี่ยวชาญซีพีเอ็น ผู้นำเบอร์ 1 อสังหาฯ ของไทย ซีพีเอ็น เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีมูลค่าองค์กรสูงที่สุดในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเป็นผู้นำเบอร์หนึ่งในธุรกิจศูนย์การค้าของไทย โดยล่าสุดยังได้รับการคัดเลือกและยอมรับด้วยมาตรฐานระดับโลกให้เป็น สมาชิกดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Index: DJSI) กลุ่ม DJSI World 2019 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และในกลุ่ม Emerging Markets ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 สะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่องภายใต้วิสัยทัศน์การสร้าง “Center of Life” สอดคล้องกับคติพจน์ “A Love for People / A Love for the City” ของมิตซูบิชิ เอสเตท เราจึงเชื่อมั่นว่า ซีพีเอ็นคือ พาร์ทเนอร์ที่เหมาะสมที่สุด ในการรุกตลาดลักชูรี่เอาท์เล็ตในประเทศไทย
  3. ความสำเร็จของ ‘เซ็นทรัล วิลเลจ’ ด้วยโลเคชั่นของโครงการที่ใกล้กับสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิที่มีนักเดินทางมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองอันดับต้นๆ ที่น่าท่องเที่ยวที่สุดของโลก โครงการเซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี่ เอาท์เล็ต ยังถือเป็นโมเดลใหม่ในวงการรีเทลไทยที่ยังไม่เคยมีมาก่อน มีการผสมผสานบรรยากาศของหมู่บ้านไทยในสไตล์ไทยโมเดิร์นซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของโครงการและเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยว โครงการนี้จึงมีจุดแข็งที่น่าสนใจและมีโอกาสที่จะเติบโตได้อย่างมากในประเทศไทย ทั้งยังสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมีความเป็นมืออาชีพอีกด้วย เราเชื่อว่ากลุ่มบริษัทมิตซูบิชิ เอสเตท จะช่วยต่อยอดความสำเร็จให้กับโครงการเซ็นทรัล วิลเลจได้อย่างแน่นอน”

“ทั้งนี้ ปัจจุบัน ญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนต่างชาติที่มีเข้ามาลงทุนมากติดอันดับ TOP 3 ของไทย และ เป็นอันดับ 1 ใน EEC หรือเขตเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของไทย ด้วยเม็ดเงินกว่า 100,000 ล้านบาท หรือ คิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของการลงทุนในพื้นที่ EEC ทั้งหมด นอกจากนี้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ผู้บริโภคที่มีความรักและความเข้าใจในสินค้าแบรนด์เนมเป็นอย่างดี เป็นเมืองแบรนด์เนมในฝันของนักเดินทางท่องเที่ยวไทยมาหลายยุคสมัยโดยคนไทยและคนญี่ปุ่นมีความชื่นชอบและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาอย่างยาวนาน” นายยูทาโร โยซุซูกะ กล่าว

เซ็นทรัล วิลเลจ Bangkok Luxury Outlet โครงการรีเทลรูปแบบใหม่ของซีพีเอ็น ที่เป็น Thailand’s First International Luxury Outlet ที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งแรกในประเทศไทย บนพื้นที่ 100 ไร่ พื้นที่โครงการ 40,000 ตร.ม. ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ โดยมีแบรนด์ชั้นนำทั้งต่างประเทศและในประเทศกว่า 150 ร้านค้า ซึ่งส่วนใหญ่ถือเป็น First Time Outlet Shop ในประเทศไทย และอีกกว่า 60 แบรนด์ ได้เลือกเปิด Exclusive Outlet Store เฉพาะเซ็นทรัล วิลเลจที่เดียว โดยมีทราฟฟิกประมาณ 17,000 คนต่อวัน ตั้งเป้าเป็นเดสติเนชั่นใหม่แห่งการช้อปปิ้งระดับเวิลด์คลาสที่ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ ด้วยส่วนลด 35-70% ทุกๆวัน พิเศษกับส่วนลดที่ปรับเพิ่มขึ้นในทุกๆ ซีซั่นจากแบรนด์ต่างๆ พร้อมทั้งเพลิดเพลินไปกับความร่มรื่นสวยงามของธรรมชาติและสถาปัตยกรรมแบบไทยโมเดิร์น (Thai Modern) เพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งลักชูรี่เอาท์เล็ตให้กับกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง

เกี่ยวกับ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) :

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอ็น หนึ่งในธุรกิจภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีมูลค่าองค์กรสูงที่สุดในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และเป็นผู้นำเบอร์หนึ่งในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และศูนย์การค้าของไทย เป็นผู้บุกเบิกสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ สู่สังคมไทยมากว่า 39 ปี มีการลงทุนพัฒนาสิ่งใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อเติมเต็มความต้องการ ยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับคนไทย รวมไปถึงช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาความเจริญให้กับประเทศไทยอีกด้วย ดำเนินธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์การสร้าง “Center of Life” ศูนย์กลางการใช้ชีวิตของผู้คนในแต่ละชุมชนทั่วประเทศไทย โดยปัจจุบัน CPN บริหารจัดการศูนย์การค้า 34 แห่ง (อยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 15 โครงการ, ต่างจังหวัด 18 โครงการ และในมาเลเซีย 1 โครงการ) ศูนย์อาหาร 30 แห่ง อาคารสำนักงาน 7 อาคาร โรงแรม 2 แห่ง และโครงการคอนโดมิเนียมจำนวน 9 โครงการ ภายใต้แบรนด์ ESCENT, ESCENT VILLE, ESCENT PARK VILLE และ “ฟิล พหล 34” (PHYLL PAHOL 34) และโครงการบ้านเดี่ยว “นิยาม บรมราชชนนี” โดยบริษัทฯ มีแผนธุรกิจระยะยาวที่จะพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบต่างๆ ในทำเลศักยภาพสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งการพัฒนาธุรกิจในรูปแบบอื่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำความเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก

เกี่ยวกับบริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท จำกัด (มหาชน) :

บริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ MEC หนึ่งในผู้นำการพัฒนาตลาดอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรในประเทศญี่ปุ่น มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ กรุงโตเกียว MEC เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว พ.ศ. 2496 ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดหรือ market cap ที่ 2.913 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 26.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีรายได้รวมกว่า 1.263 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 11.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ดำเนินงานครอบคลุมการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และการบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโครงการที่อยู่อาศัย (Residential Properties) ธุรกิจโครงการสำนักงาน (Office Buildings) ธุรกิจศูนย์การค้า (Retail Properties) และธุรกิจโรงแรม (Hotel Business) ผลงานที่เห็นได้อย่างชัดเจนในกรุงโตเกียว คือ การพัฒนาโครงการสำนักงานกว่า 30 โครงการ และเป็นผู้พัฒนาเขตธุรกิจสำคัญใจกลางโตเกียว เช่น เขตธุรกิจสำคัญ Marunouchi รวมถึงเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในประเทศญี่ปุ่นมายาวนาน อีกทั้งยังเข้าลงทุนพัฒนาโครงการในหลายๆ ประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และประเทศในกลุ่มเอเชีย โดยการดำเนินงานผ่านบริษัท MEA ประเทศสิงค์โปร์

เดอะมอลล์กรุ๊ป ประกาศเจตนารมณ์เป็น ซูเปอร์มาร์เก็ตและศูนย์อาหารรักษ์โลก

กูร์เมต์ มาร์เก็ต, กูร์เมต์ อีทส์ และฟู้ดฮอลล์ ในเครือเดอะมอลล์กรุ๊ป ประกาศเจตนารมณ์เป็น ซูเปอร์มาร์เก็ตและศูนย์อาหารรักษ์โลก เชิญชวนผู้บริโภคร่วมลดใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก ผ่านแคมเปญ Bring Your Own Containers เตรียมภาชนะใส่อาหารมาจากบ้าน Make a positive impact together

แคมเปญ “บริง ยัว โอน คอนเทนเนอร์” (BRING YOUR OWN CONTAINERS) “เตรียมภาชนะใส่อาหารมาจากบ้าน” เกิดจากแนวคิดที่ต้องการเชิญชวนลูกค้ามาร่วมรักษ์โลกและทำสิ่งดีๆ ร่วมกัน ด้วยการลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกในชีวิตประจำวัน โดยสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยการนำบรรจุภัณฑ์ประเภทต่างๆ เช่น กล่องใส่อาหาร,ปิ่นโต, กระบอกน้ำ, ถุงผ้า หรือบรรจุภัณฑ์อื่นๆ มาใช้ใส่สินค้าหรืออาหารแทนถุงพลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง โดย กูร์เมต์ มาร์เก็ต และร้านค้าภายในศูนย์อาหาร ทั้งแผนก Take Home, ฟู้ดคอร์ท และร้านอาหารในทุกสาขา รวมกว่า 1,000 ร้านค้า ยินดีอำนวยความสะดวกด้วยการบรรจุสินค้าและอาหารลงในภาชนะให้ลูกค้า ซึ่งนับเป็นการยกระดับไปอีกขั้นของซูเปอร์มาร์เก็ตและศูนย์อาหารในประเทศไทย ที่เพิ่มช่องทางและพร้อมอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าได้ร่วมรักษ์โลกและทำสิ่งดีๆ ร่วมกัน โดยแคมเปญได้เริ่มบริการแล้วตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา

ร่วมรักษ์โลก ลดใช้ถุงพลาสติก ด้วยการเตรียมภาชนะใส่อาหารมาจากบ้าน รักษ์โลกง่ายๆ 
เริ่มได้ที่ตัวเรา
 “
BRING YOUR OWN CONTAINERS” ได้แล้ววันนี้ ที่ ซูเปอร์มาร์เก็ตและศูนย์อาหาร 
ในกลุ่ม เดอะมอลล์ กรุ๊ป ทุกสาขา 

แอมไชน่าทาวน์ โครงการมิกซ์ยูสแห่งใหม่ใจกลางเยาวราช สร้างสีสันย่านไชน่าทาวน์

I’m Chinatown (แอมไชน่าทาวน์) โครงการมิกซ์ยูส สไตล์ Modern Chinese แห่งใหม่ของย่านเยาวราช ที่รวมทั้งศูนย์การค้า คอนโดมิเนียม และโรงแรมแนวคิดใหม่เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ภายใต้การบริหารงานโดยเครือโรงแรมชั้นนำ เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมเชื่อมทุกชีวิตสู่ไชน่าทาวน์อย่างมีสีสันในหลากหลายมิติ เพื่อดึงดูดให้ผู้หลงใหลมนต์เสน่ห์แห่งเยาวราชได้สัมผัสประสบการณ์ย่านเยาวราชอย่างใกล้ชิด สร้างสีสันด้วยความแปลกใหม่จากตัวเลือกร้านค้าชั้นนำ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ได้มาตรฐานมากมาย โดยพร้อมเปิดเฟสแรกในส่วนของศูนย์การค้าเพื่อเตรียมต้อนรับลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายนนี้  

นายสุวรรณ เลิศปัญญาโรจน์ กรรมการ บริษัท ไอแอมไชน่าทาวน์ จำกัด กล่าวว่า “ย่านเยาวราช หรือ    ไชน่าทาวน์ เป็นย่านเศรษฐกิจที่สำคัญลำดับต้นๆ ของประเทศไทย เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นศูนย์รวมการค้าขายของชาวไทยเชื้อสายจีนในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน แต่ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก โดยเฉพาะในเรื่องของการไหว้พระทำบุญ ศิลปวัฒนธรรม และสตรีทฟูด ทั้งยังเป็นศูนย์กลางแลกเงินที่สำคัญ เป็นแหล่งซื้อขายทองคำ ศูนย์การค้าส่งเสื้อผ้า ของฝากของชำร่วยและศูนย์รวมการขายของแห้ง ปัจจุบันวิถีชีวิตของคนในชุมชนนี้ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทันสมัยของสังคม มีอาคารร้านค้าที่ทันสมัย โรงแรมบูติก หรือแม้แต่ร้านอาหารเก๋ๆ ที่เน้นงานดีไซน์ที่ผสมผสานศิลปะดั้งเดิมของตึกหรือสิ่งปลูกสร้างตั้งแต่อดีต เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้หลั่งไหลเข้ามาจับจ่ายใช้สอยในย่านนี้กันมากขึ้น” 

“แต่ย่านไชน่าทาวน์มีข้อจำกัดในเรื่องที่ดิน ไม่สามารถก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ ทำได้แค่เพียงการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารเดิม บริษัทฯ จึงได้ตัดสินใจพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทมิกซ์ยูส เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายทุกเพศทุกวัย และสามารถเพิ่มสีสันให้กับเยาวราชมากยิ่งขึ้น โครงการ I’m Chinatown มีพื้นที่ขนาด 40,000 ตารางเมตร จึงเป็นโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ที่สุดโครงการแรกที่มีการก่อสร้างในย่านนี้ภายในรอบ   30 ปี ซึ่งตั้งห่างจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT วัดมังกร เพียงแค่ 1 นาทีเท่านั้น” 

โครงการ I’m Chinatown ประกอบไปด้วย 4 ส่วน ได้แก่ 

1. โรงแรม ซึ่งเป็นโครงการร่วมมือกันระหว่างโรงแรม “อาศัย” (ASAI) เครือดุสิต ซึ่งเป็นโรงแรมเจาะกลุ่ม    ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะสำหรับนักเดินทางที่มองหาประสบการณ์ที่แตกต่างไป โดยเน้นการเข้าถึง       วิถีชุมชน หรือ ‘Live Local’ มีจำนวนห้องทั้งสิ้น 224 ห้อง ให้บริการตั้งแต่ชั้น 4 – 8 ของศูนย์การค้าฯ จะเปิดรองรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยคาดว่า 40% จะเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน รองลงมาจะเป็นญี่ปุ่น เกาหลี   และยุโรป และเรามั่นใจว่าจะมี occupancy rate มากกว่า 90% ตลอดทั้งปี 

2. อาคารจอดรถ ที่อำนวยความสะดวกกับผู้มาใช้บริการและประชาชนที่จะเดินทางมาไชน่าทาวน์ โครงการฯ เปิดให้บริการที่จอดรถ 300 คัน ซึ่งเป็นอาคารจอดรถขนาดใหญ่และทันสมัยที่สุดในย่าน
ไชน่าทาวน์

3. เรสซิเดนซ์ ที่เป็นคอนโดมิเนียมแบบตกแต่งเสร็จพร้อมอยู่ 8 ชั้น จำนวน 43 ยูนิต ใช้ชื่อว่า I’m Chinatown Residence ซึ่งตอบสนองประชาชนที่พักอาศัยในย่านนี้ที่ไม่ต้องเดินทางออกไปชานเมืองและกลับมาตอนเช้า รวมถึงเจ้าของกิจการและผู้ประกอบการที่มีธุรกิจในย่านนี้ ในส่วนคอนโดมิเนียมจะมีการใช้ระบบลิฟต์แยกตามชั้นเพื่อความเป็นส่วนตัว มีระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง เข้า – ออก โครงการด้วยระบบ คีย์การ์ด ซึ่งปัจจุบันได้ทำการปิดการขายโครงการทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

4. ศูนย์การค้า ซึ่งจะเป็นศูนย์รวมของฝากและร้านอาหาร เป็นจุดนัดพบของนักท่องเที่ยว ผู้มาจับจ่ายใช้สอย แหล่งรับประทานอาหารของประชาชนทั่วไป โดยสามารถแบ่งกลุ่มเป้าหมายได้ 4 กลุ่ม ได้แก่

• I’m Local – กลุ่มผู้อาศัยท้องถิ่นที่พำนัก และดำรงชีวิตในชุมชนเยาวราชหรือย่านใกล้เคียงจากรุ่นสู่รุ่นมีความคุ้นเคยและรู้จักย่านนี้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า ธุรกิจค้าปลีกรายย่อย หรือชุมชนผู้อาศัยภายในย่านนี้

• I’m Visitor – กลุ่มผู้เยี่ยมเยือน ผู้สัญจรที่หลงใหลในเสน่ห์แห่งเยาวราช สนใจและมักหาเวลามาสำรวจเสาะหาประสบการณ์ภายในย่านนี้ แฟนพันธุ์แท้ที่ชอบสังสรรค์กับเพื่อนฝูงตามโอกาสพิเศษต่างๆ  

• I’m Teen – นักเรียน นักศึกษา วัยรุ่น ที่ชอบหาเวลาพบปะเพื่อนฝูง สนใจมองหาประสบการณ์แปลกใหม่ร่วมกัน และออกมาสนุกกับการหาของกินกับเพื่อนๆ ในย่านเยาวราชอยู่เป็นประจำ

• I’m Tourist – นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ที่หลงใหลกับเสน่ห์ของเยาวราช และชอบแสวงหาประสบการณ์ยามราตรีในย่านเยาวราช ตลอดจนอาหารจีนและอาหารท้องถิ่นที่ทำให้ได้สัมผัสชีวิต และไลฟ์สไตล์ของชุมชนจีนในเยาวราช

นายสุวรรณ กล่าวต่อว่า “บริษัทฯ เล็งเห็นว่าการจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทั้ง 4 กลุ่มได้นั้น โครงการฯ ต้องมีส่วนร่วมในการสร้างมิติที่แปลกใหม่ทันสมัยให้กับย่านเยาวราช อีกทั้งยังต้องอนุรักษ์และร่วมมือกันกับร้านค้า ภัตตาคารจีนชั้นนำ รวมถึงสตรีทฟูดที่มีชื่อเสียงของย่านเยาวราช ตลอดจนชุมชนทุกคนภายในย่านนี้ เพื่อเชื่อมต่อความเป็นต้นแบบของชุมชนเยาวราชเข้ากับมิติใหม่ของโครงการฯ ในส่วนของศูนย์การค้า I’m Chinatown แม้จะเป็นศูนย์การค้าน้องใหม่ที่มีความทันสมัย แต่ให้ความสำคัญกับการเป็นส่วนหนึ่งที่กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับย่านเยาวราช ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกแบบอาคาร สไตล์ Modern Chinese ที่เน้นงานออกแบบที่สร้างสมดุลในเรื่องความทันสมัยและคงไว้ซึ่งเสน่ห์ของย่านเยาวราช เพราะยึดแนวทางในการอนุรักษ์คุณค่าของศิลปวัฒนธรรมจีนของย่านนี้ที่มีมาแต่ดั้งเดิมในการออกแบบและดำเนินการ  นอกจากนั้น  การสรรหาประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับคนในย่านนี้ ก็เป็นอีกสีสันหนึ่งที่ต้องการสร้างให้กับไชน่าทาวน์ เพื่อเติมเต็มและตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของผู้คนในย่านนี้ ตลอดจนผู้หลงใหลเสน่ห์ ของเยาวราชทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติทุกคนอีกด้วย โดยภายในศูนย์การค้าฯ จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ร้านค้ายอดฮิต แบรนด์ดังมากมาย และระบบการรักษาความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน สถานที่จอดรถขนาดใหญ่”

สำหรับความน่าสนใจของภายในศูนย์การค้า I’m Chinatown นี้ ประกอบไปด้วยหลากหลายร้านค้าชั้นนำที่ครอบคลุมพื้นที่ตลอด4 ชั้น โดยมีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 80 ร้าน คิดเป็นพื้นที่พาณิชย์กว่า 10,000 ตารางเมตร     เปิดให้บริการทุกวัน โดยร้านค้าทั่วไปเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00 น. – 22.00 น. 

ในส่วนของชั้น B1 เป็นพื้นที่ร้านค้าสะดวกซื้อและร้านบริการ เช่น 7 – Eleven, Kerry Express, ร้านขายยา, CleanMate, Kamu, Nara Gem, B’me by Wacoal, Beauty Maker, Vision and Café, ร้านอาหารบุฟเฟ่ต์    ชื่อดังอย่าง King Kong บุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างสไตล์ยากินิคุ และ King Kong Sweets ร้านขนมหวานยอดนิยมต้นตำรับจากประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมี Gourmet Thai ซึ่งเป็นสแตนอโลนช็อปแห่งแรกที่เปิดทำการนอกพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ภายในเครือเดอะมอลล์ กรุ๊ป โดยได้คัดสรรรายการสินค้าคุณภาพจาก Gourmet Market สาขาต่างๆ มาจำหน่ายที่ร้านค้าแห่งนี้  เพื่อให้บริการสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติโดยเฉพาะ 

ชั้น G และชั้น 2 เป็นแหล่งรวมร้านอาหาร ร้านไลฟ์สไตล์ และของหวานชั้นนำ ทั้ง KFC, Starbucks, Krispy Kreme, Wacoal, แว่นท็อปเจริญ, Beauty Station, Jamba Juice, Dairy Queen, ชานมไข่มุก CoCo, Olino Crepe & Tea, Stickhouse, ชาผลไม้อันดับหนึ่งของประเทศไต้หวันอย่าง Yi Fang ซึ่งเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย, New York 5th Ave. Deli ร้านแซนด์วิชสไตล์อเมริกันระดับพรีเมี่ยมสาขาแรกในกรุงเทพฯ, ร้านสุกี้ MK, Yayoi, Hachiban Ramen, Ryo Shi ซูชิบาร์, Swensen, Daiso,ตำมั่ว และ Munchy Bar and Restaurant รวมถึงยังมีศูนย์อาหาร ซึ่งรวบรวมสตรีทฟูดชื่อดังจากทั่วกรุงเทพฯ มาให้ได้ลิ้มรสกันอีกด้วย 

สำหรับชั้น 3 จะประกอบไปด้วยร้านค้าที่เปิดให้บริการด้านสุขภาพและความงาม อย่าง Together Clinic,      ร้านทำเล็บ, Jetts Fitness ฟิตเนสเต็มรูปแบบแห่งแรกของย่านเยาวราช เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง และ Let’s Relax Spa สปาระดับพรีเมี่ยมแห่งแรกและใหญ่ที่สุดในย่านเยาวราช ซึ่งจะเปิดให้บริการตั้งแต่ 10.00 น. ถึงเที่ยงคืน

การพัฒนาของยุคสมัยที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เยาวราชในปัจจุบันกลายเป็นศูนย์รวมธุรกิจการค้าที่มีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย เพราะเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว บริษัทฯ ต้องการผลักดันให้ศูนย์การค้า I’m Chinatown เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาให้เยาวราช แข็งแกร่งและยั่งยืน โดยเชื่อมต่อไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ และสร้างสีสันเพื่อให้ตอบโจทย์ทุกคนที่มาใช้บริการในบริเวณเยาวราชและพื้นที่โดยรอบ ทั้งยังมุ่งเน้นที่จะร่วมมือ ร่วมใจ และส่งเสริมให้มีการขับเคลื่อนภายในชุมชนมากยิ่งๆ ขึ้นไป โดยสถานที่ตั้งของโครงการฯ อยู่บนถนนเจริญกรุง ด้านหน้าสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT วัดมังกร (ทางออก 1) ซึ่งปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวและผู้สัญจรขึ้นลงสถานีดังกล่าวไม่น้อยกว่า 10,000 คนต่อวัน โครงการ I’m Chinatown จึงทำหน้าที่เป็นเสมือนประตูใหญ่สู่ใจกลางเยาราช”

“บริษัทฯ คาดการณ์ว่าจะสามารถทำรายได้จากการปล่อยเช่าพื้นที่ของศูนย์การค้าฯ อยู่ที่ 100 ล้านบาทต่อปี และจะเบรกอีเวนต์ภายใน 5 – 7 ปี ทั้งยังคาดการณ์ว่าจะมีผู้มาใช้บริการต่อวันไม่น้อยกว่า 8,000 คน โดยในวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ ศูนย์การค้า I’m Chinatown พร้อมเปิดให้บริการ โดยเบื้องต้นจะมีร้านค้าทยอยเปิดให้บริการราว 70% และจะเปิดบริการเต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 มกราคม 2563” นายสุวรรณ กล่าวทิ้งท้าย

เดอะมอลล์ กรุ๊ป ผุดโมเดลธุรกิจใหม่ ช็อปกูร์เมต์ ไทย สแตนอโลน ประเดิมสาขาแรกที่ I’m Chinatown พ.ย.นี้

นายนฤพล เลิศปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอแอมไชน่าทาวน์ จำกัด ผู้พัฒนาโครงการ I’m Chinatown โครงการมิกซ์ยูสแห่งแรกและใหญ่ที่สุดของเยาวราช ร่วมแสดงความยินดีกับ นายชัยรัตน์ เพชรดากูล ผู้อำนวยการใหญ่ บริหารสินค้าซุปเปอร์มาร์เก็ต บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เนื่องในโอกาสที่เดอะมอลล์ กรุ๊ป เตรียมที่จะเปิดช็อป Gourmet Thai แบบสแตนอโลน (Stand Alone) สาขาแรกที่โครงการ I’m Chinatown ชั้น B ของส่วนศูนย์การค้า ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ 

นายชัยรัตน์ กล่าวว่า “บริษัทฯ ได้ใช้งบประมาณราว 10 ล้านบาท ในการเปิดสแตนอโลนช็อป Gourmet Thai ที่โครงการ I’m Chinatown ซึ่งมีขนาดประมาณ 140 ตารางเมตร โดยจะทำการตกแต่งในคอนเซ็ปต์ไทยวินเทจ เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของย่านเยาวราช ทั้งยังได้คัดสรรรายการสินค้าที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบจาก Gourmet Market สาขาต่างๆ มาจำหน่ายภายในร้าน พร้อมมีการสาธิตการทำขนมไทยโบราณ และร้านอาหาร-เครื่องดื่มจากภูมิภาคต่างๆ สลับหมุนเวียนในทุกสัปดาห์ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติให้เข้ามาใช้บริการที่ร้าน โดยเหตุผลที่เดอะมอลล์ กรุ๊ป นำร่องโมเดลธุรกิจใหม่ที่โครงการ I’m Chinatown เนื่องจากทำเลที่ตั้งของโครงการฯ อยู่ใจกลางแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของกรุงเทพฯ ที่คับคั่งไปด้วยนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยเฉพาะชาวจีน อีกทั้งโครงการฯ ยังเดินทางเข้าถึงได้สะดวก เพราะติดกับสถานีรถไฟฟ้าวัดมังกร และที่สำคัญ I’m Chinatown ยังมีส่วนที่เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาวแห่งเดียวของไชน่าทาวน์ ทำให้ Gourmet Thai ได้กลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวที่จะมาซื้อของฝากก่อนเดินทางกลับ Gourmet Thai โดยทางบริษัทจะมีโปรโมชั่นต่างๆ มากมายในช่วงเปิดสาขาใหม่ Gourmet Thai มีกำหนดเปิดสาขาอย่างเป็นทางการในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งถือเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวและธุรกิจค้าปลีก” 

The Celebrations of Glory ICONSIAM

ประกาศความสำเร็จของการเป็น Global Destination มาครบ 1 ปี ล่าสุด“ไอคอนสยาม”  สัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ของไทย ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเนรมิตมหาปรากฏการณ์เฉลิมฉลองสุดยิ่งใหญ่ The Celebrations of Glory  ICONSIAM”  ในโอกาส ฉลองครบรอบ 1 ปี รังสรรค์กิจกรรมความบันเทิงครั้งยิ่งใหญ่  เพื่อดึงดูดลูกค้าและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้มาเที่ยวชมงานตลอด  3 วันของการจัดงาน ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 8 – วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน 2562 ณ  ไอคอนสยาม ถนนเจริญนคร และถือฤกษ์ดี เปิด TRUE ICON HALL (ทรู ไอคอน ฮอลล์) ศูนย์ประชุมระดับโลกที่ได้มาตรฐานระดับสากลแห่งใหม่ในประเทศไทย โดยเป็น 1  ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ ของไอคอนสยาม โดยมีผู้บริหารไอคอนสยาม และ ทรู ไอคอน ฮอลล์ นำโดย พาสินี ลิ่มอติบูลย์เกตุวลี นภาศัพท์, ณรงค์ เจียรวนนท์, ศุภชัย เจียรวนนท์, ขจร เจียรวนนท์, พีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ พล.ต.อ.สันต์ กับ ยุวเรต ศรุตานนท์, สุรางค์ เปรมปรีดิ์, จิตติมา วรรธนะสิน, อติชาต รักษะจิตร, บุปผา กิ่งชัชวาลย์, นคร สัมพันธารักษ์, รุ่งทิพย์ อิศรางกูร ณ อยุธยา และ ภาวดี อิศรางกูร ณ อยุธยา ฯลฯ เมื่อวันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2562  ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม 

          นางชฎาทิพ จูตระกูล กรรมการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด เปิดเผยว่า วันนี้ไอคอนสยามเปิดตัวอย่างเป็นทางการครบ 1 ปีเต็ม  ซึ่งผ่านการพิสูจน์ว่าไอคอนสยามเป็น Game Changer Destination  ด้วยการเป็นผู้นำศูนย์กลางธุรกิจและการท่องเที่ยวอันโด่งดังของกรุงเทพฯ บนทำเลทองของริมแม่น้ำเจ้าพระยาและฝั่งธนบุรี  ได้รับการโหวตให้เป็น Global Destination ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกและจากทั่วประเทศไทย ทั้งในรูปแบบของกรุ๊ปทัวร์และนักเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกต่างลงความเห็นว่าไอคอนสยามคือ แลนด์มาร์คห้ามพลาดเมื่อมาเยือนมหานครแห่งนี้  และในวันนี้เราเดินทางมาครบ 1 ปี จากความสำเร็จและความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่นำความเจริญต่อเศรษฐกิจและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในทุกระดับ  รวมถึงการประสานประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย (Creating Shared Value) แผ่กระจายความรุ่งเรืองไปทั่วทั้งในระดับชุมชน สังคม และประเทศ จนเป็นแลนด์มาร์คระดับโลกที่รวมจุดหมายปลายทางที่รวมสิ่งที่ดีที่สุดของไทยและสิ่งที่ดีที่สุดของโลกเข้าไว้ด้วยกันในที่เดียวได้อย่างแท้จริง

ดังนั้นเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 1 ปี  ไอคอนสยาม จึงจัดมหาปรากฏการณ์สุดยิ่งใหญ่ กับกิจกรรมและความบันเทิงมากมาย The Celebrations of Glory ICONSIAM”  ตลอด 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 8 – 10  พฤศจิกายน  2562 จัดเต็มไฮไลต์การแสดงแสงสีเสียงอันน่าประทับใจ ตอกย้ำแนวคิด “สิ่งที่ดีที่สุดของไทย บรรจบกับ สิ่งที่ดีที่สุดของโลก” ณ ริเวอร์ พาร์ค พบกับการแสดงไฮไลต์ Glory of ICONSIAM เฉิดฉายประกายสยาม” ในชุด Rhythm of Success เกียรติไทยกึกก้องทั่วโลกา,  Glory of Memories รุ่งโรจน์ในความทรงจำ, Happiness of Extraordinary สุขล้ำเหนือจินตนาการ ที่จะทำให้ผู้เข้าร่วมชมมหาปรากฏการณ์ครั้งนี้ต้องประทับใจอย่างแน่นอน  และโอกาสสุดพิเศษนี้ยังจัดงานเปิด  TRUE ICON HALL (ทรู ไอคอน ฮอลล์)ศูนย์การประชุมระดับโลกที่ได้มาตรฐานระดับสากลแห่งแรกในประเทศไทย 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของไอคอนสยาม  บนชั้น 7 ด้วยความจุขนาด 2,700 ที่นั่งรองรับการจัดงานประชุมและจัดแสดงโชว์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้วยเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งจะทำให้กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางของการประชุมนานาชาติและการแสดงระดับชั้นนำของโลก พร้อมชมการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอน กวนเกษียณสมุทร ประกอบมัลติมีเดียอันวิจิตรตระการตา อีกทั้งยังมีนักร้องหนุ่มเสียงดี แม็ททีโอ โบเซลลี (Matteo Bocelli) บินตรงมาร่วมโชว์การแสดงสุดเอกซ์คลูซีฟเพื่องานนี้โดยเฉพาะ

สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในมหาปรากฏการณ์ของบิ๊กอีเวนท์ระดับโลกกับงาน The Celebrations of Glory ICONSIAM”  ตลอด 3 วัน  ตั้งแต่วันที่  8 – 10 พฤศจิกายน 2562 ณ ไอคอนสยาม ถนนเจริญนคร  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 1338 หรือ www.iconsiam.com

เดอะมอลล์ กรุ๊ป จัดการประกวดสุดยอดนวัตกรรมทรงเกียรติระดับประเทศ “นวัตกรรมการจัดการพลาสติกเพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและทะเลไทย”

บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ร่วมกับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF ประเทศไทย) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการประกวดสุดยอดนวัตกรรมทรงเกียรติระดับประเทศ “นวัตกรรมการจัดการพลาสติกเพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและทะเลไทย” ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัลรวมมูลค่า 1,000,000 บาท เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวด้านจัดการพลาสติกสู่ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและทะเลไทย โดยสามารถส่งผลงานเข้าประกวด ได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2562 

บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ในฐานะที่เป็นห้างสรรพสินค้าสีเขียว GREEN RETAIL แห่งแรกของประเทศไทย ที่ร่วมภาคีสมาชิกของ CLIMATE NEUTRAL NETWORK โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) มีความตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและขยะพลาสติกที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและทั่วโลกมาโดยตลอด พร้อมทั้งรณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2550 และเดินหน้าอย่างจริงจังในทศวรรษที่สอง ยกระดับมาตรการรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติกในประเทศไทย ประกาศเจตนารมณ์เป็นห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตปลอดถุงพลาสติกแห่งแรกของประเทศไทย งดให้บริการถุงพลาสติก ภายใต้โครงการ “เดอะมอลล์ กรุ๊ป โก กรีน”  ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันปลอดถุงพลาสติกสากล โดยงดให้บริการถุงพลาสติกทุกวัน ที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ ทุกสาขา, ดิ เอ็มโพเรียม, ดิ เอ็มควอเทียร์, พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์, บลูพอร์ต หัวหิน, กูร์เมต์ มาร์เก็ต และ โฮม เฟรช มาร์ท ในกรณีที่ลูกค้ามีความจำเป็นใช้ถุงพลาสติก บริษัทฯ ขอความร่วมมือบริจาคเงิน 1 บาท/ถุง เพื่อนำไปมอบให้แก่องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF ประเทศไทย) สนับสนุนงานด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้การตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี โดยระยะ 4 เดือนนับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ สามารถลดการใช้ถุงพลาสติกได้ประมาณ 70% ซึ่งถือว่าเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้

คุณวรลักษณ์ ตุลาภรณ์  ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด และองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF ประเทศไทย) มีความตั้งใจนำเงินบริจาค ในโครงการ “เดอะมอลล์ กรุ๊ป โก กรีน” มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม และประเทศชาติ อันจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหาการจัดการพลาสติก ไปพร้อมกับเป้าหมายในการบริหารจัดการไม่ให้ขยะพลาสติกกลับสู่ธรรมชาติอย่างยั่งยืน จึงได้มีแนวคิดการจัดประกวดนวัตกรรมทรงเกียรติระดับประเทศเพื่อการจัดการพลาสติกเพื่อความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและทะเลไทย ภายใต้หัวข้อ “นวัตกรรมการจัดการพลาสติกเพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและทะเลไทย” เพื่อให้เกิดการตระหนัก และตื่นตัวในเรื่องปัญหาขยะพลาสติกที่เกิดขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมภาคประชาชน สร้างสรรค์ผลงาน หรือวิธีการในการจัดการปัญหาขยะพลาสติกในสิ่งแวดล้อมและทะเลไทย โดยนวัตกรรมที่ชนะเลิศต้องสามารถเป็นต้นแบบในการจัดการปัญหาขยะพลาสติกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาต่อยอดจนสามารถนำมาใช้ได้จริงในสังคม”

การประกวดนวัตกรรมการจัดการพลาสติกเพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและทะเลไทย เกิดจากความร่วมมือกันในหลายภาคส่วน โดย บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ร่วมกับ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล และได้รับเกียรติจากภาครัฐที่สำคัญ ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินในครั้งนี้ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชน นิสิต นักศึกษา รวมถึงชาวต่างชาติ ไม่จำกัดประเภท จำนวนไม่เกิน 4 คน สามารถส่งผลงานนวัตกรรมเข้าร่วมประกวด ได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2562  ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.noplasticinnatureinnovation.com

และนับเป็นเกียรติสูงสุดแก่คณะผู้จัดงานประกวดนวัตกรรมทรงเกียรติระดับประเทศ “นวัตกรรมการจัดการพลาสติกเพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและทะเลไทย” โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานถ้วยรางวัลแก่ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ เพื่อความเป็นสิริมงคลและขวัญกำลังใจแก่ผู้เข้าแข่งขัน ซึ่งผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ จะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัล 500,000 บาท, รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง รับโล่รางวัล พร้อมเงินรางวัล 200,000 บาท, รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง รับโล่รางวัล พร้อมเงินรางวัล 100,000 บาท, ผู้ที่ผ่านเข้ารอบ 10 ทีมสุดท้าย รับใบประกาศเกียรติคุณ พร้อมเงินรางวัลละ 20,000 บาท และผู้ที่ผ่านเข้ารอบ 30 สุดท้าย รับใบประกาศเกียรติคุณ แห่งความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทะเลไทย

บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ในนามคณะผู้จัดการประกวดฯ ขอเชิญชวน นิสิต นักศึกษา ตลอดจนประชาชนผู้ที่มีความสนใจในเรื่องสิ่งแวดล้อม ร่วมส่งผลงานนวัตกรรมเข้าร่วมประกวด โดยผลงานที่ได้รับเลือกอาจกลายเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการร่วมผลักดัน และสร้างการเปลี่ยนด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีให้เกิดขึ้นในสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ยังได้มีแผนดำเนินกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมในระยะสั้น ร่วมกับ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล ในกิจกรรม Beach Clean Up โดยเชิญชวนประชาชนร่วมลงพื้นที่เก็บขยะ เพื่อสำรวจ และวิเคราะห์ขยะที่เก็บได้ เพื่อหาสาเหตุของการเกิดขยะในแต่ละชุมชน เพื่อหาแนวทางแก้ไข และรณรงค์การลดใช้ขยะได้ตรงจุด สอดคล้องกับพื้นที่และวิถีชีวิตในชุมชนนั้นๆ ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2562 ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ประชาชนที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟชบุ๊ค THE MALL THAILAND

พร้อมกันนี้ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ยังคงสานต่อเจตนารมณ์การเป็นห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งแรกของประเทศไทย โดยพร้อมร่วมมือกับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินนโยบายตามแผนโรดแมพการจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561 – 2573 ในการงดบริการถุงพลาสติก พร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ 1มกราคม 2563 และเชื่อมั่นในความตั้งใจ ใส่ใจ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของประชาชนไทย ที่จะร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทย สามารถลดการใช้ถุงพลาสติกเกินความจำเป็น และแบบครั้งเดียวทิ้ง ภายในปี 2565 และสามารถนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ได้ 100% ภายในปี 2570 ได้อย่างแน่นอน เพื่อสร้างความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อมและทะเลไทยเป็นของขวัญล้ำค่าแก่ลูกหลานของเราในอนาคต

เดอะมอลล์ กรุ๊ป ร่วมบรรจุถุงยังชีพ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จากพายุโพดุล

คุณณัฐศมน วงศ์กิตติพัฒน์ ผู้อำนวยการใหญ่การตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด นำพนักงาน บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ร่วมบรรจุถุงยังชีพกับมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เพื่อส่งไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จากพายุโพดุล ณ โรงเก็บเครื่องบิน กองพันทหารราบที่ 11 บางเขน กรุงเทพฯ โดยมี คุณสายสม วงศาสุลักษณ์ กรรมการและเลขานุการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย สมาชิกอาสากาชาดและประชาชนจากหลายสาขาอาชีพ ร่วมแรงร่วมใจกันคัดแยก จัดสิ่งของ และบรรจุถุงยังชีพพระราชทาน เพื่อเตรียมความพร้อม ในการนำถุงยังชีพพระราชทาน ไปช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน แก่ผู้ประสบภัยพิบัติในพื้นที่ต่างๆ