คุยกับคุณโจ้-ปพิตชญา สุวรรณดี กรรมการผู้จัดการของ Megabangna

ทีมงาน MallBee ได้รับโอกาสสุดพิเศษ Exclusive Interview ไปสัมภาษณ์พูดคุยกับเบอร์ 1 ของห้างดังอย่างเมกาบางนา เพื่อพูดคุยเรื่องที่หลายๆ คนอยากรู้เกี่ยวกับห้างในยุคหลังโควิด แนวทางการบริหารเพื่อความยังยืนของห้างสำหรับเผชิญกับสภาวะปัจจุบัน และโครงการต่างๆ ในอนาคตของเมกาบางนา

ผ่านช่วงล็อกดาวน์ห้างทั่วประเทศมากว่า 6 เดือนแล้ว คุณโจ้ช่วยเล่าภาพรวมให้ฟังหน่อยสิครับ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากนั้น

หลังจากที่มีการปลดล็อกดาวน์ในช่วงเดือน พ.ค.ทุกห้างกลับมาเปิดตามปกติแบบ New Normal ในด้าน Traffic เราก็ค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมาสู่สภาพเดิมเหมือนตอนก่อนล็อกดาวน์ เรื่อยๆ จนถึงตอนนี้ก็เกือบ 100% แล้วค่ะ ส่วนด้านยอดขายของบรรดาผู้เช่าของเราก็เช่นกัน ฟื้นตัวกลับมาจนเรียกว่าสู่สภาวะปกติ แต่ก็อาจไม่ถึงกับดีเหมือนเดิมเนื่องด้วยสภาพเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังคงได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อยู่

แล้ว New Normal ที่เกิดขึ้นหลังช่วงล็อกดาวน์นี้ ส่งผลกระทบต่อยอดขายของผู้เช่าในเมกาบางนามากมั้ยครับ

ส่งผลโดยตรงกับผู้เช่าบางรายค่ะ สินค้าบางประเภทมีคู่แข่งทางออนไลน์ที่อาจจะทำการตลาดหรือโปรโมชั่นได้ดึงดูดมากกว่า ทั้งแคมเปญประเภท 11.11 หรือส่วนลดพิเศษ แต่ผู้เช่าของเราก็มีหลายรายที่ทำช่องทางออนไลน์มากขึ้นและใช้ในการรักษายอดขายเอาไว้ได้อย่างดี เขาได้มีการเรียนรู้ในการจัดการกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างสถานการณ์โควิดนี้ โดยการใช้ทั้งช่องทางหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ควบคู่กันได้อย่างลงตัว

แล้วบริการพิเศษที่เกิดขึ้นในช่วงล็อกดาวน์ของเมกาบางนา เช่น Drive-Thru หรือ Delivery พอหลังจากล็อกดาวน์แล้วก็น่าจะลดน้อยลงใช่มั้ยครับ บริการพวกนี้จะยังคงมีอยู่หรือจะมีการปรับเปลี่ยนอย่างไรบ้างครับ

ใช่ค่ะ อย่างบริการใหม่ของผู้เช่าหลักของเราอย่างเซ็นทรัลก็มีบริการ Click & Collect อย่างอีเกียก็มีบริการซื้อออนไลน์แล้วมารับของที่สโตร์ รวมทั้งบิ๊กซีและโฮมโปร แต่พอหลังจากช่วงล็อกดาวน์ผ่านมาแล้วก็มีผู้ใช้บริการเหล่านี้น้อยลง เนื่องจากว่าลูกค้าสามารถกลับมาซื้อของที่หน้าร้านได้เหมือนช่วงก่อนโควิดแล้ว แต่ก็ยังคงมีลูกค้าบางส่วนที่อาจจะติดใจในความสะดวกของบริการออนไลน์ต่างๆ เหล่านี้ ทุกเจ้าก็เลยยังคงบริการนี้เอาไว้เหมือนเดิม เผื่อในอนาคตเกิดเหตุการณ์อะไรอีกจะได้มีช่องทางบริการให้ลูกค้าได้ครบถ้วน

เมกาบางนาจะมีแคมเปญ 11.11 หรือ 12.12 อะไรให้ลูกค้าเซอร์ไพรซ์บ้างมั้ยครับ?

เนื่องด้วยเราไม่ได้เป็นห้างประเภทสโตร์ที่มีสินค้าของตัวเองขาย เราจึงช่วยโปรโมทแคมเปญเหล่านี้ให้ผู้เช่ารายต่างๆ ของเราแทนค่ะ โดยเฉพาะรายใหญ่ๆ ที่เตรียมจัดเต็มกับแคมเปญนี้ให้ลูกค้าได้คุ้มที่สุดแน่นอน โดยที่เราก็มีแคมเปญหลักของเราคือ Mega Wish ที่เป็นโปรโมชั่นให้สามารถแลกรีวอร์ดจากการช้อปปิ้งในห้าง

อยากทราบว่าเมกาบางนามีแผนจะพัฒนา Platform ให้มีการเชื่อมโยงระหว่างออนไลน์กับออฟไลน์เป็น Omni-Channel มากขึ้นมั้ยครับ

ทุกวันนี้เรามีช่องทางออนไลน์ที่จะช่วยโปรโมทร้านต่างๆ ในห้างเราอยู่แล้วอย่างเช่น เฟซบุ๊ก ไอจี เว็บไซต์ และในปีที่แล้วก็ได้เปิดตัวแอปเมกาบางนา เพื่อให้ลูกค้าของเรามีช่องทางเพิ่มเติมทางมือถือ สามารถดูว่าแต่ละร้านค้ามีโปรโมชั่นอะไรอยู่บ้าง ในห้างกำลังมีแคมเปญอะไรบ้าง แล้วก็มีฟีเจอร์สมาชิกที่สามารถสะสมคะแนนแลกของรางวัลได้ โดยในปีหน้านี้เราก็ได้วางแผนจะพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น เช่น การจองบริการจอดรถ Vallet Parking

ฟีเจอร์นี้น่าสนใจมากครับ!

ใช่ค่ะ เราทราบดีว่าลูกค้าค่อนข้างที่จะประสบปัญหาเรื่องที่จอดรถหายากกันพอสมควร เราถึงได้พยายามสร้างที่จอดรถใหม่ให้เพียงพอ เดี๋ยวตึกจอดรถใหม่ที่กำลังจะสร้างก็จะเสร็จเปิดให้ใช้กันในช่วงคริสต์มาสนี้แล้ว ก็น่าจะเกินพอเลยในช่วงแรกๆ และคิดว่าอีกไม่นานมันก็จะเต็มอีกแน่! ดังนั้นเราก็เลยต้องมีบริการ Vallet Parking เอาไว้ช่วยให้ลูกค้าไม่ต้องวนหาที่จอดเอง ซึ่งก็จะไม่คิดค่าบริการ และด้วยความที่บริการนี้จะอยู่บนแอปของเรา ดังนั้นจะมีวิธีการใช้ที่ง่ายสะดวกกว่าที่อื่นๆ เพราะมีหลายคนที่ไม่ชอบใช้บริการ Vallet Parking เนื่องจากไม่มั่นใจว่ารถจะไปถูกจอดไว้ที่ไหน จะต้องตากแดดหรือเสี่ยงต่อความปลอดภัยหรือเปล่า ก็เลยจะมีขั้นตอนการถ่ายรูปให้เจ้าของรถได้เช็คให้อุ่นใจได้ แล้วก็ไม่ต้องยืนรอรถนานๆ ด้วย แค่กดแจ้งในแอปล่วงหน้าสัก 5 นาทีค่อยมารับรถได้ ทั้งหมดนี้เราอยากจะช่วยให้ลูกค้ารู้สึกว่า การมาเมกาบางนานี่มันไม่ยากเลยค่ะ

อันนี้เราจะได้ใช้กันเมื่อไรครับ

ตอนนี้กำลังพัฒนาอยู่ค่ะ คิดว่าน่าจะได้ใช้กันไม่เกินช่วง Q2 ปีหน้า แต่ที่จอดรถใหม่จะเปิดคริสต์มาสนี้แล้ว เราคาดการณ์ว่ามันจะเต็มอีกภายในไม่เกิน 2 ปี ก็เลยมีการวางแผนเอาไว้แล้วค่ะว่าตึกจอดรถแห่งต่อไปจะอยู่ตรงไหน ก็ต้องทำทีละอันค่ะ เพราะตึกนึงก็ใช้งบลงทุนเป็นพันล้าน ปกติถ้าเป็นตึกพื้นที่เช่าก็จะมีรีเทิร์นเงินลงทุนกลับมาเป็นค่าเช่าทันที แต่ตึกจอดรถมันไม่มีตรงนี้ก็เลยเป็นการตัดสินใจลงทุนที่ยากเหมือนกันในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้ แต่เราคิดว่ามันจำเป็นและสำคัญสำหรับลูกค้าค่ะ

ขอถามถึงประเด็นที่เพิ่งจะเป็นที่พูดถึงกันมากในช่วงปีหลังๆ นี้นะครับ ก็คือเรื่อง Sustainability เห็นว่าทางเมกาบางนาได้มีการทำหลายเรื่องเลย ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยครับ

ต้องยอมรับว่าเรื่อง Sustainability และการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในแต่ละด้าน ในไทยนี่ที่ผ่านมาไม่ค่อยจะเป็นที่สนใจมากเท่าไรนัก แต่ช่วงหลังที่เราเปิดรับกระแสโลกจากทางตะวันตกมากขึ้น ซึ่งเขาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มานาน เรื่องนี้เมกาบางนาให้ความสำคัญมาตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่เปิดบริการ เราจึงเป็นห้างที่มีพื้นที่สีเขียวเป็นสัดส่วนที่มากน่าจะที่สุดในประเทศแล้ว เพราะเรื่องนี้มีผลโดยตรงต่อประสบการณ์การมาเดินห้างของเราด้วย เราพยายามสอดแทรกต้นไม้ในพื้นที่ต่างๆ ให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่แค่วางต้นไม้ปลอมให้เยอะๆ ในห้างให้ดูแลง่ายและประหยัด เพราะเราเชื่อว่าธรรมชาตินั้นเป็นพื้นฐานที่ทุกคนอยากได้อยู่แล้ว

โซนแรกที่เราสร้างพื้นที่สีเขียวใหม่อยู่ตรง Mega Foodwalk ที่เป็นโซนร้านอาหารเปิดใหม่ตรงกลางนั้นเราทำเป็นเหมือนหูบเขา มีน้ำตก ลำธาร ต้นไม้ หลังจากนั้นปีถัดมาเราได้เปิดสวนสาธารณะจริงๆ บนพื้นที่ 7 ไร่ข้างๆ อีเกียชื่อว่า Mega Park เปิดให้ทุกคนในชุมชนบริเวณนั้นได้เข้ามาใช้ฟรีๆ ถือเป็นความภูมิใจของเราอย่างมากที่เป็นห้างที่มีสวนสาธารณะจริงๆ อยู่ร่วมกันในพื้นที่ ถือเป็นสิ่งที่เราจะสามารถมอบให้กับชุมชนได้

ล่าสุดในปีนี้เราก็เพิ่งได้เปิดสวนใหม่บริเวณ Foodwalk ด้วยแนวคิดที่ว่า เราจะทำให้มีพื้นที่สีเขียวอยู่ใกล้ตัวอาคารหลักให้ได้มากที่สุด และอยากให้เป็นสนามเด็กเล่นขนาดใหญ่ที่ไม่เหมือนห้างอื่น เพราะเรามีพื้นที่เยอะกว่าขนาดนี้ก็เลยอยากจะทำอะไรมากกว่าที่แค่มีสไลด์เดอร์หรือชิงช้ามาตั้งเฉยๆ ผลก็คือมีทั้งเด็กเล็ก มีทั้งคุณปู่คุณย่าชอบมานั่งเล่นกัน เอาเท้าจุ่มน้ำนั่งพักผ่อนสบายๆ เราเดินออกไปทีไรก็จะเห็นแบบนี้ประจำ เดี๋ยวต่อไปเราก็จะพยายามหาไอเดียทำอะไรแบบนี้เพิ่มเติมอยู่อีกเรื่อยๆ ค่ะ

แล้วในส่วนที่เกี่ยวกับการประหยัดพลังงานมีอะไรอีกบ้างครับ

เรื่อง Solar Rooftop เพิ่งจะมาเป็นกระแสในช่วงปีหลังๆ นี้เอง แต่เมกาบางนาได้ติดตั้งบนหลังคาอาคารฝั่งบิ๊กซีมาตั้งแต่ปี 2013 แล้ว ทุกวันนี้ก็ยังใช้งานได้ดีต่อเนื่อง สามารถผลิตไฟได้เทียบเท่ากับ 200 หลังคาเรือน ถือว่าคุ้มมากค่ะในด้านการเป้นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถึงแม้จะใช้เวลาคืนทุนนานเกือบสิบปี นอกจากนั้นก็มีเรื่องการงดใช้สารเคมีในระบบปรับอากาศและ Optimize ระบบเพื่อให้กินไฟน้อยลง หรือการใช้หลอดไฟแบบ LED ทั้งตึก ทั้งหมดนี้วัดค่าประหยัดพลังงานคืนมาได้ทั้งหมดตีเป็นเงินถึง 12 ล้านบาท ถือว่าคุ้มมากค่ะ แล้วเรายังมีนโยบายสนับสนุนผู้เช่าร้านต่างๆ ให้ใช้อุปกรณ์ทั้งหมดเป็นแบบประหยัดพลังงานเหมือนเรา โดยการทำคู่มือไกด์ไลน์ในการตกแต่งร้านที่มีรายละเอียดคำแนะนำให้ใช้อุปกรณ์อะไรบ้างที่จะช่วยให้เขาประหยัดค่าไฟ

ถือว่าเมกาบางนาเป็นต้นแบบ Ecosystem ของห้างที่สมบูรณ์มากๆ เลยนะครับ อยากทราบว่ามีแผนจะขยาย Ecosystem ห้างแบบนี้ไปสู่พื้นที่อื่นหรือยัง อย่างเช่นโครงการสาขาอื่นในอนาคตน่ะครับ

ที่จริงเราเป็นเจ้าของที่ดินอยู่ในอีกหลายๆ ทำเลเลย แต่อาจจะต้องรอให้ถึงเวลาที่เหมาะสมก่อน เพราะในปัจจุบันโฟกัสของเราไปอยู่ที่การพัฒนา Mega City ซึ่งเป็นมหาโปรเจคใหญ่ ถือเป็นความฝันของเราที่จะทำให้พื้นที่บริเวณนี้ทั้งหมดมีครบสมบูรณ์ที่สุด เหลืออีกกว่า 150 ไร่ ที่เราจะสามารถมีคอนโดมีเนียม มีโรงแรม มีสถานที่ต่างๆ ที่เข้ามาเสริมให้เป็นเมืองขึ้นได้ เราเชื่อมั่นในศักยภาพของย่านบางนาค่ะ

การดำเนินงานทั้งหมดที่ผ่านมา ถือว่าเป็นไปตามแผนมั้ยครับ

เป็นไปได้มากกว่าแผนอีกค่ะ ตั้งแต่เรา Launch โครงการ Mega City ในปี 2017 เราคาดว่าไม่ต่ำกว่า 14 ปีถึงจะเสร็จสมบูรณ์ เพราะหลายๆ อย่างเราจำเป็นจะต้องรอ Infrastructure สำคัญอย่างเช่นรถไฟฟ้า แต่จนถึงวันนี้แค่ 2-3 ปีผ่านมาถือว่าคืบหน้ามากกว่าที่เราวางแผนเอาไว้ แบบนี้น่าจะเสร็จสมบูรณ์เร็วขึ้นค่ะ

อยากทราบถึงความท้าทายต่อไปของเมกาบางนาหลังจากที่ผ่านพ้นวิกฤติในปีนี้มาได้แล้ว และสำหรับในปีถัดไปครับ

น่าจะมี 2 เรื่องหลักๆ ค่ะ อย่างแรกคือการแข่งกับตัวเราเองในอุตสาหกรรมนี้ เพราะลูกค้าคนไทยของเรา มีความต้องการที่มากขึ้น เนื่องจากการมีสื่อออนไลน์ การมีช่องทางที่ตอบสนองความต้องการอันหลากหลายของเขามากขึ้น ทำอย่างไรที่จะทำให้เราสามารถวิ่งตามความต้องการได้ทัน เราถึงพยายามฟังลูกค้า เอาฟีดแบ็คต่างๆ มาปรับปรุง จะเห็นว่ามีตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่อย่างการสร้างอาคารจอดรถเพิ่ม นี่เป็นความท้าทายที่เราทำทุกๆ ปีค่ะ

อีกเรื่องก็คงจะเป็นความท้าทายในเรื่องสภานการณ์โควิดที่ผ่านมาในปีนี้ ตอนนี้ทุกคนผ่อนคลายกันมากขึ้นแล้ว แต่ในฐานะเป็นเจ้าของธุรกิจที่รับผิดชอบพื้นที่ เราก็วางใจไม่ได้เลย เราควบคุมไม่ได้ว่าจะไม่มีล็อกดาวน์อีกแล้วหรือไม่ สิ่งที่เราทำได้ก็แค่ต้องเตรียมตัวรับมือเอาไว้ให้ดี หากเกิดการล็อกดาวนืขึ้นอีกครั้งเราก็จะสามารถช่วยเหลือผู้เช่าและลูกค้าของเราได้อย่างไร รวมถึงการดูแลพนักงานของเราด้วย และการดูแลสภาพคล่องกระแสเงินสดที่เป้นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจ แต่ก่อนเราแทบไม่ต้องพูดถึงเรื่องเหล่านี้เลย แต่ต่อไปนี้จากที่เราได้รับประสบการณ์ที่ช็อกมาแล้ว เราก็แข็งแรงมากขึ้นค่ะและสามารถเตรียมตัวได้ดีมากขึ้น

สุดท้ายนี้อยากให้ฝากถึงลูกค้าของเมกาบางนาหน่อยครับ

เราเป็นห้างที่เน้นประสบการณ์ของลูกค้า การมาห้างแล้วได้มาดูของจับของแล้วค่อยซื้อนั้นถือเป็นเสน่ห์และประสบการณ์ที่หาไม่ได้ในโลกออนไลน์ หลายช่วงเวลาที่สำคัญของทุกคน เช่นเวลาที่อยู่กับครอบครัวก็อยากให้การมาเดินห้างเป็นตัวเลือกแรกที่ทุกคนจะนึกถึงเมกาบางนาค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *